วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พลังจิต


 พลังจิตใต้สำนึกเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน โดยแต่ละคนจะมีพลังจิตใต้สำนึกที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ถ้าหากพลังจิตใต้สำนึกของเรารับเอาสิ่งที่ไม่ดีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก็จะทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย และคิดโทษตัวเองตลอดเวลา อีกทั้งไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ว่ามีทัศนะในแง่ลบในการใช้ชีวิตนั่นเอง ดังนั้นการดึงเอาพลังจิตใต้สำนึกที่มีอยู่ในตัวเราขึ้นมาใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจ
ในงานเปิดตัวหนังสือ “มหัศจรรย์พลังจิตใต้สำนึก” จากสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี เหล่าบรรดาคนดังที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการดึงพลังจิตใต้สำนึกที่ดีมาใช้ในการดำเนินชีวิต ได้มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อส่งผ่านพลังจิตใต้สำนึกที่ดีไปยังผู้ที่ท้อแท้ให้กลับมาเห็นคุณค่าของตัวเอง เริ่มที่นักจัดรายการวิทยุคลื่น 95.5 เวอร์จิ้นฮิตซ์ นายกฤษณ์พงศ์ สุธาศิลพรมแพร และนักบำบัดด้านจิตใต้สำนึก เผยว่า หลังจากใช้พลังจิตใต้สำนึกย้อนกลับไปบำบัด และแก้ไขทำความเข้าใจข้อผิดพลาดในวัยเด็ก ในเรื่องของการที่คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก ชอบเสียงดังดุด่า และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากคนในครอบครัวโดยเฉพาะพี่ชาย โดยใช้การป้อนข้อมูลเชิงบวกลงไปในสมอง เพื่อแก้ไขปมชีวิตผ่านคำพูดว่า “ที่จริงแล้วทุกคนรักและเป็นห่วงตนเองอยู่เสมอ และทุกคนพร้อมที่จะเสียสละเพื่อตนนั้น” ผลลัพธ์ที่ได้ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น เริ่มมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของตน อีกทั้งยังช่วยให้ตัวเองมีทัศนคติเชิงบวกในการดำเนินชีวิต หรือเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และได้นำแนวคิดดีๆ มาถ่ายทอดให้กับผู้ฟังในรายการวิทยุของตน
"คนฟังคนหนึ่งเป็นคนส่งผลไม้แต่คิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอ แม้แต่จะฟังเพลงศิลปินนักร้องวง “บอดี้สแลม” ผมได้ให้กำลังใจแฟนเพลงคนดังกล่าวว่า “เขาเป็นผู้ที่หยิบยื่นการมีสุขภาพดีไปสู่ทุกๆ คน และก็เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี และทำให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง” ตรงนี้ก็ถืออีกหนึ่งความสำเร็จก้าวเล็กๆ ในอาชีพการงาน โดยการดึงพลังจิตใต้สำนึกที่ดีมาใช้ ในการช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ท้อแท้ในสังคมเห็นคุณค่าของตัวเองของดีเจวิทยุคนหนึ่ง
แม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจิตใต้สำนึก สถาบันตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท ให้กับลูกศิษย์ทั่วไปจนนับไม่ถ้วน แต่ทว่าปมในวัยเด็กตอน 3 ขวบของครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่มักชอบตั้งคำถามว่าตัวเราเองเกิดมาเพื่ออะไร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอต้องย้อนกลับไปสร้างทัศนะเชิงบวก ให้กับจิตใต้สำนึกในวัยเยาว์เช่นกัน โดยครูอ้อยบอกกับตัวเองว่า “เรามีสิ่งที่เรารัก นั่นคือการเติบโตมาเป็นครูสอนผู้อื่นให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง และให้เขาใช้ชีวิตอย่างเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไป” ปัจจุบันสิ่งที่เธอถือว่าเป็นความสำเร็จ จากการดึงเอาพลังจิตใต้สำนึกที่เป็นเรื่องบวกมาใช้ในการประกอบอาชีพนักบำบัดจิตใต้สำนึกนั้น คือ “การสอนนักเรียนจากผู้ที่ไม่เคยรู้ว่าจะใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จในการเป็นที่พึ่งของผู้อื่น เช่น ดีเจกฤษณ์ จากเดิมที่ไม่ชอบคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อเขาย้อนกลับไปทำความเข้าใจและให้อภัยเรื่องในอดีต ก็ทำให้ในปัจจุบันนั้นสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน เป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง และเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่มากนั่นเอง”
ฟากนักแสดงชื่อดังอย่าง พิมลรัตน์ พิศลยบุตร ที่ประสบปัญหาไม่เชื่อมั่นในตนเองว่าสวยและดีพอ และมักคิดอยู่เสมอว่าทำแค่นี้พอแล้ว ไม่คิดที่จะพัฒนาฝีมือตนเองต่อไป ประกอบกับการไม่ยอมรับในตัวคุณแม่ เนื่องจากท่านคาดหวังว่าเราต้องเป็นอย่างที่ท่านอยากให้เราเป็น แต่หลังจากได้ศึกษาและได้กลับไปแก้ไขและทำความเข้าใจเรื่องในอดีตเป็นเวลากว่า 3 ครั้ง โดยการจินตนาการกลับไปสู่วัยเด็ก และได้รับคำพูดในเชิงบวกว่า “แม้แต่คนที่สวยพร้อมและดีกว่าเรา เขาก็ยังมีหลุมเลย ดังนั้นการปล่อยวางและทำชีวิตให้สดใสร่าเริงเหมือนตอนที่เราเด็กๆ เป็นในแบบที่เราเป็น ก็จะช่วยให้เรามีความมั่นใจขึ้น” พร้อมกับคำพูดที่ว่า “การที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นในสิ่งที่อยากให้เป็นนั้น เกิดจากการที่ผู้ปกครองไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นความมุ่งหวังต่างๆ จึงตกมาอยู่ที่ลูก” หลังจากนั้นก็ทำให้นักแสดงสาวเริ่มกลับไปลำดับได้ว่า ทำไมคุณแม่ถึงคาดหวังกับตนขนาดนี้ จนนำมาสู่การให้อภัยและเข้าใจคุณแม่มากขึ้น และที่สำคัญทำให้มีความมั่นใจในอาชีพนักแสดง และกล้ารับงานแสดงในบทบาทที่เหมาะกับตนเองมากขึ้นเช่นกัน
ส่วนผู้หญิงที่โชคดีประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเกิดมาในครอบครัวที่แสนอบอุ่น แต่ปมในอดีตที่กลัวการถูกตัดสินจากคนภายนอก และคำสบประมาทของคนในครอบครัว เพียงเพราะไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนได้ จึงทำให้ ดร.จันทนี มโนมัยพิบูลย์ คณะกรรมการประสานงาน และติดตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประจำกลุ่มการปฏิบัติงานของสำนักงานเขต กลุ่มกรุงเทพฯ เหนือ ขาดความมั่นใจในตัวเองทุกครั้งเมื่อต้องถูกตัดสิน จึงทำให้เกิดความไม่มั่นในใจ และต้องลาออกจากบริษัทที่มีชื่อเสียง เพราะกลัวบริหารงานไม่ประสบความสำเร็จ แต่หลังจากการทำความเข้าใจและให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ผ่านข้อมูลเชิงบวกที่ว่า "ตัวเราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายถ่อมตัว เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราก็เป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่งที่สามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้ และสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมายบนโลกนี้” ปัจจุบันนอกเหนือจากงานประจำที่ทำ ดร.จันทนีได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนผู้บำบัดจิตใต้สำนึกให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนเขตดินแดงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้สูงอายุที่ได้รับการบำบัดจิตใต้สำนึกจากเธอก็รู้สึกสนุกและสบายใจมาก รวมถึงผู้สูงอายุเหล่านี้มีทัศนคติที่ดีว่า “ความสุขมีอยู่รอบตัวเราเสมอ”. 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น