คนเรามีวิธีแสวงหาความสุขที่ต่างกัน? ความสุขที่เกิดขึ้นก็ต่างกันบางคนมีความสุขที่ได้กินของอร่อย? บางคนมีความสุขเมื่อได้ฟังเพลงเพราะๆ บางคนสุขใจที่ได้เดินห้างฯลฯความสุขที่กล่าวมานี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเป็นความสุขเกิดจากสิ่งเร้า อาจจะเป็นการรับเข้ามาทางตา? หู? จมูก ลิ้น หรือร่างกายแล้วส่งความรู้สึกไปที่ใจ? ข้อเสียของการมีความสุขแบบนี้คือบ่อยครั้งเข้าจะชาชิน? นำไปสู่การเพิ่มแรงกระตุ้นหรือสิ่งเร้าให้มากขึ้น? เสพมากขึ้นจึงจะเป็นสุข???
????? ความสุขจากสิ่งเร้าจิตกระตุ้นผัสสะ(พุทธศาสนาเรียกว่ากามสุข)จึงทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาไม่มีหยุด? ครั้นได้มาก็พอใจเพียงชั่วคราวไม่นานก็อยากได้อีก? และอยากได้มากกว่าเดิมจึงต้องดิ้นรนแสวงหามาอีก? เศรษฐีพันล้านจึงไม่เคยพอใจกับเงินที่มี ทั้งๆที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด? ยังมีความสุขอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักได้แก่ความสุขที่เกิดจากความสงบใจ?
????????? ในขณะที่ความสุขประเภทแรกต้องการความตื่นเต้นเร้าใจ? ความสุขประเภทที่สองกลับตรงกันข้าม? ยิ่งมีสิ่งเร้าน้อยเท่าไร? ใจก็ยิ่งสงบและสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง? ในยามท่องป่าเที่ยวทะเลแทนที่จะสนุกกับเสียงดนตรี? เกมรอบกองไฟหรือการสนทนาฮาเฮลองปลีกตัวไปอยู่ที่เงียบๆวางความคิดนึกต่างๆชั่วคราวแล้วเปิดใจสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงัดหรือแหงนมองดูดวงดาวระยิบระยับในคืนเดือนมืดไม่นานไม่ช้าความสุขชนิดนี้ก็จะบังเกิดขึ้นที่ใจ? สุขเพราะใจเริ่มสงบ? ความสงบของธรรมชาติน้อมนำใจให้สงบตามได้ง่าย?? แม้ใหม่ๆจะอึดอัดเพราะใจยังโหยหาสิ่งเร้าแต่เมื่อใจเริ่มปรับตัวได้ก็จะสัมผัสได้ถึงความสุขอันประณีตไม่ต่างจากคนที่ติดเหล้าหรือบุหรี่ย่อมเป็นทุกข์เมื่อขาดมันแต่ไม่นานก็จะพบกับความสุขที่ประเสริฐกว่าตอนได้เสพสิ่งเหล่านั้น??
????????? ความสุขประเภทนี้แม้ว่าจะสัมผัสได้ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงัดแต่ก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องหลีกลี้หนีหน้าจากผู้คนจึงจะพบความความสุขดังกล่าวได้ความสงบได้ ??ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจหาได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมไม่? อยู่ที่บ้านเราก็สามารถสัมผัสกับความสงบใจได้หากรู้จักทำสมาธิภาวนาด้วยการปล่อยวางความนึกคิดต่างๆไว้ชั่วคราวแล้วน้อมใจมาอยู่กับลมหายใจหรืออิริยาบถที่ทำอยู่ในขณะนั้นหากทำได้คล่องแคล่วมีสติตื่นรู้ได้รวดเร็วก็สามารถรักษาใจให้สงบได้แม้อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกถึงจะมีอะไรมากระทบ เช่น? คำตำหนิติเตียนก็สามารถปล่อยวางได้เร็วไม่เก็บมาครุ่นคิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือเอามาทำร้ายตนเองจนกลัดกลุ้ม
ใจที่สงบเกิดขึ้นได้จากการกระทำที่ถูกต้องดีงาม เริ่มจากการไม่เบียดเบียนหรือเอาเปรียบใครทำให้ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจจากนั้นก็ก้าวไปสู่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่? มีน้ำใจต่อผู้อื่น?? ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก?? การหยิบยื่นความสุขแก่ผู้อื่นย่อมทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย? ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเห็นแก่ตัวทำให้ความโลภน้อยลงจึงพอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย??? ใช่หรือไม่ว่ายิ่งความอยากลดลงมากเท่าไร? ความสุขสงบในใจก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น?? ถึงที่สุดแล้วความสุขของเราก็อยู่ที่ใจเป็นสำคัญถ้าใจกังวลกลัดกลุ้มกินอะไรก็ไม่อร่อย? เพลงจะเพราะแค่ไหนก็ติดอยู่ที่หู? เข้าไม่ถึงใจ?ชีวิตที่มีความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่เงินล้นเหลือ?? มีสิ่งเสพ?? สิ่งบริโภคมากมายเพราะถึงจะมีเงินแสนล้านก็ยังต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย?? ความไม่สมหวัง?? ความแก่? ความเจ็บและความตายอยู่นั่นเอง? ผุ้คนทั้งหลายกลัดกลุ้มเพราะสิ่งเหล่านี้แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องทุกข์เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ได้หากเราตระหนักในสัจธรรมว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง?? ความแปรปรวนเป็นเรื่องธรรมดา?? ผู้ที่เข้าใจความจริงย่อมรู้ดีว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ?? ถ้ายึดมั่น?? ถือมั่นให้มันเที่ยงหรืออยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตนเมื่อใดก็มีแต่จะทุกข์สถานเดียว??ใจที่รู้จักปล่อยวางไม่ว่าจะประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย?? ความเจ็บป่วย? ความล้มเหลว? หรือคำกล่าวร้ายก็ยังมีความสงบอยู่ได้ทั้งนี้เพราะความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสัจธรรมของชีวิตและโลก?? ปัญญาที่เข้าถึงสัจธรรมดังกล่าวย่อมทำให้จิตเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง
การกระทำที่ถูกต้องดีงาม(ศีล)การฝึกจิตให้มีความสงบและตื่นรู้(สมาธิ)และความตระหนักชัดในสัจธรรม(ปัญญา)คือวิถีสู่ความสุขที่แท้? นับเป็นความสุขที่ประเสริฐสุดเพราะ “ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ” พุทธภาษิตดังกล่าวเป็นสัจธรรมอันสากลอยู่เหนือยุคสมัย? หากไร้ซึ่งความสงบใจเสียแล้วเราย่อมไม่อาจมีความสุขที่แท้ได้เลย? แม้จะมีเงินมหาศาลหรือมีอำนาจล้นฟ้าก็ตาม
************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น