วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การบำรุงผิวพรรณในแต่ละช่วงวัย

การดูแลผิวหน้าในแต่ละวัย ย่อมแตกต่างกันตามสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ยังเป็นสาวหน้าใส ผิวพรรณ เต่งตึง การทาแค่ครีมกันแดด และล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยนก็อาจจะเพียงพอ แต่เมื่อวัยมากขึ้นรอยตีนกาเริ่มมาเยือน ผิวหน้าที่เคยเนียนใส กลับดูแห้งหรือหยาบมากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์และการดูแลผิวอาจจะดูยุ่งยาก และต้องใส่ใจกันมากขึ้น เพราะปัญหาของผิวจะเริ่มปรากฎมากขึ้นนั่นเอง
วัย15-20 ปีการดูแล : วัยรุ่นกับสิวเป็นของคู่กันเสมอ สิวในช่วงนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และมีตัวก่อกวนอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและอดนอนจริง ๆ แล้ว สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ปรึกษาคุณหมอเถอะค่ะ การดูแลผิวในวัยสาวน้อย ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ วันละ 2 ครั้งก็พอ และหลีกเลี่ยงเคลนเซอร์หรือโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใส ๆ ดูกร้านก่อนวัยได้
วัย 20 ปีขึ้นไป
การดูแล :
 ปัญหาเรื่องสิว จะลดน้อยลง ยกเว้นในคนที่ผิวมัน ที่อาจมีเม็ดสิวเป้ง ๆ ให้รำคาญใจได้ หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ ในช่วงสาววัย 16 ได้ดี บางครั้งอาจจะไม่เหมาะกับสาววัยนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอนค่ะ นอกจากนี้การใช้ AHA จะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน และหากเลี่ยงแดดแรง ๆ ได้ก็ควรทำค่ะ หรือจะเลือกการขัดผิวด้วยครีมขัดผิว ซึ่งผลิตมาเพื่อใช้กับผิวหน้าที่บอบบางก็สะดวกดีค่ะ วิธีขัดผิวที่ถูกต้อง ควรทำหลังจากทำความสะอาดหน้าแล้ว แต้มเจลหรือครีมขัดผิว ลงบนผิวหน้า 5 จุดคือ บริเวณ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้างจมูก และคาง เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ แล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง ซึ่งมีแรงกด ค่อนข้างเบา นวดเป็นวงกลมไปในทิศเดียวกัน จะช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอก ทำให้ผิวหน้านวลผ่อง สดใสขึ้น ทำสัปดาห์ละครั้งก็พอค่ะ หลังจาก ขัดผิวแล้วอย่าลืมทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้ง ซึ่งการขัดผิวจะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมสู่ผิวได้ล้ำลึกขึ้น
วัย 30 ปีขึ้นไป
การดูแล : ผิวหน้าของสาววัยนี้ จะมีปัญหาของริ้วรอยใต้ตา โดยเฉพาะเวลาที่คุณยิ้ม รอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก จะเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่ง สดใสก่อนหน้านี้ ก็จะเริ่มขาดความยืดหยุ่น ผิวหน้าจะดูหยาบกร้านขึ้น รูขุมขนโตขึ้น การดูแลผิวจึงต้องครบเครื่องมากขึ้น ทั้งการขัดผิว และมาสค์หน้า จะช่วยขจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างจากรูขุมขนส่วนลึกได้ดี ทำให้หน้าสะอาด กระชับและสดใสขึ้น และสำหรับผิวหน้าที่ เริ่มมีริ้วรอยควรเลือกมาส์ค ที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หลังการพอกหน้าและล้างสะอาดแล้ว จะทำให้หน้าผ่อง เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการเลือกครีมบำรุงผิวของสาววัยนี้ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าตามธรรมชาติ ผลิตน้อยลง และควรเลือกชนิดเนื้อเบา เพื่อไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน

นอกจากนี้ การใช้อายเจลหรืออายครีม ก็จะช่วยทำให้ผิวรอบดวงตา ชุ่มชื้นและสดใสขึ้น ส่วนครีมกันแดด ก็จำเป็นต้องใช้เป็นประจำทุกวัน

มาสก์พอกหน้าแบบประหยัดมาสค์พอกหน้าจากโยเกิร์ตล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใส
มาสค์พอกหน้าจากมะละกอนำมะละกอมาปั่นให้ละเอียด นำพอกให้ทั่วผิวหน้า ในมะละกอจะมีเอนไซม์ที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หมดได้ จึงทำให้ผิวหน้า สดใส เปล่งปลั่ง 

กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

[ คำกล่าวที่ว่า “ควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน” ] 

คำกล่าวที่ว่า “ควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เพื่อเตือนสติว่าการรับประทานไม่ว่ามื้อไหนควรแค่แต่พอดี อิ่มหนึ่ง” ก็พอ ยิ่งถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องระมัดระวัง
      เพราะนอกจากคำนึงแค่เรื่องอิ่มแล้ว ยังต้องเลือกด้วยว่าอะไรควร หรือไม่ควรรับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง
การส่งเสริมโภชนาการในกลุ่มผู้ป่วย 
    สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข ด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อธิบายการกำหนดอาหารให้ผู้ป่วยว่า เป็นการส่งเสริมโภชนาการในภาวะการเจ็บป่วย เป็นการช่วยบำบัดโรค แต่ถ้าได้อธิบายสื่อสารเพิ่มเติมไปด้วย นอกจากจะทำให้บำบัดโรคอย่างได้ผลดีแล้ว ยังเท่ากับเป็นการเริ่มต้นสร้างนิสัย หรือพฤติกรรมการบริโภคที่ดีให้กับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการมีพฤติกรรมการบริโภคหลังกลับบ้าน หรือเมื่อหายป่วยเป็นปกติอันเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำซ้อ น และที่สำคัญผู้ป่วยอาจนำเอาความรู้ที่ได้รับไปบอกเล่าต่อให้กับ คนใกล้เคียง (Change Agents)
    ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงการรับประทานอาหารของผู้ป่วยว่า คนที่ไม่สบายต้องมีความระมัดระวังในเรื่องอาหารมากกว่าคนปกติอย ู่แล้ว ต้องมีแบบแผนในการรับประทาน ทั้งในแง่ของปริมาณ ในส่วนของการป่วยเป็นโรคอะไรที่ต้องลด หรือเพิ่มสารอาหารชนิดไหนมากขึ้นเป็นพิเศษ ต้องลงรายละเอียดเป็นโรคๆ แต่อย่างไรก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่
    ดร.วัทนีย์ ยังบอกอีกว่า หากผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมแบบเดิมอยู่ก็จะส่งผลทำให้อาการเจ็บป่ว ยไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการรับประทาน เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แต่ถ้าผู้ป่วยเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับโรค ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และไม่ต้องเพิ่มปริมาณยาในการรักษา
     “อาหารมีส่วนจำเป็นต่อร่างกาย การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายจากพฤติกรรมการรับป ระทานไม่ถูกต้อง ยาที่ไปช่วยเราก็ต้องสู้กันกับโรคต่อไป ก็มีพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ดีก็เพิ่มยาไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะหายก็ช้าหรือน้อย เพิ่มขนาดยาไปเรื่อยๆ ก็มีผลข้างเคียง สุขภาพก็แย่
      ทั้งนี้ ดร.วันทนีย์ ได้แนะนำการบริโภคอาหารของผู้ป่วย โรคด้วยกัน คือ โรคกระเพาะอาหาร โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
   อาหารรสจัดไม่ถูกโฉลกผู้ป่วยโรคกระเพาะ
     โรคกระเพาะ มีสาเหตุหลักมาจากกรด และน้ำย่อยอาหารที่หลั่งออกมาแล้วไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และความบกพร่องของเยื่อบุกระเพาะที่ไม่สามารถต้านทานกรดได้ดี ส่วนสาเหตุรองลงมา หรือปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะหนักขึ้น คือ ภาวะความเครียด วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ อารมณ์หงุดหงิด
     ปัจจัยส่งเสริมอีกประการหนึ่งคือ อุปนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี เช่น การรับประทานอย่างรีบเร่ง รับประทานไม่เป็นเวลา อดอาหารบางมื้อ และการรับประทานสารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ เช่น ดื่มน้ำชากาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีนมาก การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เบียร์ เป็นประจำ ยาบางชนิดก็ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ เช่น ยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุด หรือยาลูกกลอนที่มีสเตียรอยด์ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้
     ข้อปฏิบัติแรกสุดที่คนเป็นโรคกระเพาะและเราทุกคนควรทำคือ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อถึงเวลาควรหาอาหารรับประทานทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร แทนที่จะไปกัดทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ และในขณะรับประทานอาหารควรดื่มน้ำบ้าง เพื่อช่วยให้การบดเคี้ยวอาหารดีขึ้น และควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้อ ให้ได้วันละ 8 -10 แก้ว
     ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อไม่ควรมาก เพื่อให้การทำงานของกระเพาะและลำไส้ ในการย่อยแต่ละครั้งไม่ทำงานหนักจนเกินไป คนเป็นโรคกระเพาะจึงอาจแบ่งเป็น มื้อ และมีอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนาน การรับประทานแต่ละครั้งก็ให้แต่พออิ่ม เมื่อหิวจึงรับประทานใหม่ แต่ไม่ควรรับประทานจุบจิบหรือถี่จนเกินไป นอกจากนี้หลังรับประทานอาหารแต่ละครั้ง ควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนไม่น้อยกว่า ชั่วโมง เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีที่สุด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
    อาหารที่รับประทานควรครบหมวดหมู่ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงจำพวกอาหารทอด อาหารผัดที่ใช้น้ำมันมาก สำหรับเนื้อสัตว์ควรปรุงให้สุก เพราะเนื้อสัตว์ที่ดิบๆ สุกๆ จะย่อยได้ยาก เนื้อสัตว์จำพวก ปลา กุ้ง ไก่ จะย่อยได้ง่ายกว่า ระหว่างที่เป็นโรคกระเพาะจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสเต๊กชิ้ นใหญ่ๆ
    คนเป็นโรคกระเพาะควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นน้ำย่อย ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีน อาหารที่แข็งหรือมีกากมาก ตลอดจนอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้น
    สำหรับผู้ที่นิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดหรือลดปริมาณการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ลง และไม่ควรดื่มก่อนอาหารหรือขณะที่ท้องว่างอย่างเด็ดขาด เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุทา งเดินอาหาร คนเป็นโรคกระเพาะที่สูบบุหรี่ควรพยายามลดหรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าลง และมีโอกาสเกิดเป็นแผลซ้ำใหม่ได้ง่ายกว่าคนไม่สูบบุหรี่
   รับประทานแนว DASH ลดความดันเลือดได้
    คนที่มีความดันเลือดสูง มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ลดอาหารเค็ม คำว่า “เค็ม” ไม่ได้หมายถึงเกลือทะเล หรือเกลือสินเธาว์สีขาวๆ เท่านั้น แต่หมายถึงโซเดียม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเกลือแกงที่ให้ รสเค็ม และโซเดียมที่ว่านี้ นอกจากอยู่คู่กับเกลือรสเค็มแล้ว ยังอยู่ในรูปของเครื่องปรุงอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส ผงฟูที่ใช้ทำขนมปังหรือขนมเค้กต่างๆ
     การรับประทานโซเดียมมาก จะไปทำให้ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเลือดเพิ่มขึ้นก็ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงตึงมากขึ้น จึงทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นนั่นเอง การรับประทานโซเดียมลดลงจึงมีส่วนในการรักษาความดันเลือดได้
    โดยทั่วไปคนเราต้องการโซเดียมประมาณวันละ 2,400 มก./วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณโซเดียมในเกลือแกง ช้อนชาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเกลือไม่ได้เป็นแหล่งของโซเดียมเพียงแหล่งเดี ยว เครื่องปรุงรสทุกชนิดก็มีโซเดียมอยู่ด้วย โดยเฉพาะน้ำปลา/ซีอิ๊ว ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-500 มก. ดังนั้นเราควรระวังการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร
     อาหารทั่วๆ ไปก็มีเกลือโซเดียมปะปนอยู่ด้วย เช่น อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูปต่างๆ อาหารสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่-โจ๊ก รวมทั้งขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีส่วนประกอบของผงฟู หรือเบกกิงโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เช่น ขนมปัง ขนมอบ คุกกี้ อาหารที่ใส่ผงชูรส (โซเดียมโมโนกลูตาเมต) ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจสารอาหารในอาหาร และใส่ใจการปรุงแต่งรสอาหารให้พอเหมาะด้วย
     ส่วนการรับประทานแนว DASH ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension มีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานแนว DASH คือ อาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ต่ำ เน้นการรับประทานธัญพืช ผัก และผลไม้ หลีกเลี่ยงเนื้อแดง (หมูและวัว) รับประทานปลาแทน และลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะช่วยลดความดันเลือดได้
    การศึกษายังพบว่าการรับประทานแนว DASH ร่วมกับลดการรับประทานเกลือโซเดียม จะทำให้ลดความดันเลือดได้มากขึ้น จากหลักการนี้เราจึงควรรับประทานธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งา) ผักสดและผลไม้สดมากขึ้น รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ลดอาหารหวาน อาหารมัน และรับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำจะช่วยควบคุมความดันเลือดได้ด ีขึ้น
   รับประทานอย่างพอดีเมื่อเป็นโรคเบาหวาน
      เมื่อเอ่ยถึงคำว่า เบาหวาน” หลายคนคิดว่า ชีวิตนี้คงแย่แล้ว จะหาความสุขไม่ได้ ต้องยุ่งยาก ไม่สามารถรับประทานของอร่อยได้ ที่จริงแล้วคนเป็นเบาหวานยังคงมีความสุขได้เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป ถ้ามีความเข้าใจในเรื่องโรค รู้จักเลือก และมีวินัยในการดูแลตนเอง
     การเป็นเบาหวาน คือ การบกพร่องของการควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกาย ดังนั้นการควบคุมจากภายนอกโดยการรับประทานให้พอดีกับความต้องกา รของร่างกาย หากมากไปจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันถ้าน้อยอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็ นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเป็นเบาหวานที่มีการฉีดอินซูลิน
     ในหมวดข้าวแป้ง ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย ควรเลือกรับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่าข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่า ระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ที่สำคัญต้องระวังปริมาณที่รับประทานอย่าให้มากไป โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ 2-3ทัพพี ยกเว้นในคนที่ทำงานหนักต้องใช้แรงมาก หรือเล่นกีฬาอาจต้องการมากขึ้น
      เน้นการรับประทานผักให้มากขึ้น ผักส่วนใหญ่มีใยอาหารสูง จึงช่วยให้กระบวนการย่อยและการดูดซึมเกิดขึ้นช้าๆ ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้อิ่มท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง จึงช่วยในการลดน้ำหนัก ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น โดยปกติควรรับประทานผักต่างๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-6 ทัพพี ถ้าเป็นผักสด ลวก หรือต้ม จะดีกว่าการนำผักไปผัดหรือทอด เพราะอาจทำให้ได้ไขมันมากเกินไป ส่วนผลไม้รับประทานได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังอาหาร หรือระหว่างมื้อ แต่หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด และต้องไม่มากเกินไป
      อาหารจำพวกเนื้อสัตว์คนเป็นเบาหวานต้องการไม่แตกต่างไปจากคนปกต ิ คือ วันละประมาณ ถึง ช้อนโต๊ะ ยกเว้นคนที่มีปัญหาเรื่องไตร่วมด้วยควรลดปริมาณลง เนื้อสัตว์ควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย สำหรับนมถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการย่อย ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนย หรือไม่มีไขมันวันละ แก้ว หลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสหรือนมเปรี้ยวทุกชนิด เพราะมีการเติมน้ำตาลเพิ่มมากกว่าที่มีอยู่ในนมตามธรรมชาติ
    คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ และระวังไม่ใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร การลดอาหารไขมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น จึงควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังควรลดอาหารเค็มเพื่อป้องกันความดันโลหิตสูงและไตเส ื่อม และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยไม่จำเป ็น ถ้าอยากรับประทานขนมหวานควรลดข้าวในมื้อนั้นลง และรับประทานผักให้มาก หรืออาจใช้น้ำตาลเทียมแทนก็ได้
    ปริมาณอาหารมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาล และไขมันอย่างมาก ฉะนั้นควรรับประทานแต่พออิ่ม และหมั่นชั่งน้ำหนักตัวเป็นระยะ ระวังไม่ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแสดงว่ารับประทานมากเกิน หรือรับประทานไม่ถูกสัดส่วน ควรลดปริมาณอาหารลงอีก การที่น้ำหนักค่อยๆ ลดลง และเรารู้สึกสบายดีก็ถือว่าปริมาณอาหารนั้นเหมาะสม ถ้าไม่แน่ใจว่ารับประทานได้ถูกต้อง คนเป็นเบาหวานอาจปรึกษานักกำหนดอาหาร หรือนักโภชนาการ เพื่อเรียนรู้ชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสม
    การรับประทานเป็นเวลาเป็นเรื่องสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ คนเป็นเบาหวานจึงควรรับประทานวันละ มื้อ (ยกเว้นผู้เป็นเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน อาจต้องรับประทานอาหารว่างตอนบ่าย หรือก่อนนอนด้วย) หลีกเลี่ยงการรับประทานจุบจิบ หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง งดเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
    จะเห็นได้ว่าการรู้จักรับประทานเพื่อป้องกัน หรือรักษาโรคนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่มีอุปนิสัยการรับประทานที่ดี ใส่ใจในสุขภาพของตนเองอย่าตามใจปากมากนัก เพียงแค่นี้การควบคุมอาหารก็ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

ความแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย


ความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

โดย: Angel & Demon22 มีนาคม 2554
“Men from Mar, Women from Venus” (ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์) เป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิง ความแตกต่างที่เราเห็นและรับรู้กันได้นอกจากเรื่องของสรีระและความต้องการทางธรรมชาติที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีเรื่องอีกหลายๆ เรื่องที่ทั้งสองเพศนี้แตกต่างกัน ข้อมูลที่แฟนๆ กำลังจะได้อ่านอาจไม่ตรงใจถึงร้อยเปอร์เซ็นต์นักเพราะเรื่องเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับพื้นเพการเลี้ยงดู ปูมหลังของแต่ละครอบครัวที่สั่งสอนกันมาอีกต่างหาก ผู้ชายบางคนอาจจะรักความสะอาดและมีความเรียบร้อยเป็นระเบียบมากกว่าผู้หญิงเนื่องจากอยู่ในบ้านที่เคร่งครัดและถูกปลูกฝังสิ่งเหล่านี้มา ผู้หญิงบางคนอาจจะเข้มแข็งดูแลตัวเองได้มากกว่าผู้ชายบางคนเพราะที่บ้านสอนให้ดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างไรก็ตามอยากให้ลองอ่านความแตกต่างระหว่างทั้งสองเพศ เพื่อจะได้รู้ว่าการแสดงออกหรือวิธีคิดของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร จะได้ทำความเข้าใจหรือนำไปปรับใช้กับความรักของคุณกันครับ

เวลามีปัญหา


•ผู้ชาย พยายามแก้ไขเองและปกปิดไม่ให้ฝ่ายหญิงทราบด้วยความคิดที่ว่าไม่อยากให้คนรักของตนเครียดไปด้วย ผู้ชายจะคิดว่าตนเองตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล ทั้งๆ ที่เหตุผลนั้นอาจเป็นเหตุผลของตนฝ่ายเดียวก็ตาม (บทความนี้จัดทำโดย www.PremiumMate.com เว็บไซต์หาคู่ สื่อกลางสำหรับคนไทยวัยทำงานคุณภาพ เพื่อค้นหาเพื่อน หาแฟน หาคู่ ด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปใช้ กรุณาให้เครดิตที่มา จาก PremiumMate.com ค่ะ )

•ผู้หญิง อยากระบายให้เพื่อนหรือคนรักฟัง ถ้าแฟนมีปัญหาก็อยากให้บอก ผู้หญิงจะตัดสินด้วยอารมณ์

การซื้อของ
•ผู้ชาย ซื้อของชิ้นใหญ่ไม่ซื้อของจุกจิกและซื้อของที่คิดว่ามีประโยชน์และคุ้มค่ากับเงินที่ลงไป

•ผู้หญิง ซื้อของชิ้นเล็กชิ้นน้อยและสามารถซื้อของซ้ำชนิดเดียวกันได้ถึงแม้ว่าจะยังไม่หมดก็ตาม(เช่นเครื่องสำอางค์)

การแสดงออกเรื่องความรัก

•ผู้ชาย พูดคำว่าคิดถึงหรือคำว่ารักเมื่อเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

•ผู้หญิง ชอบให้แฟนบอกรัก เมื่อไรที่ผู้หญิงบอกรักผู้ชายคือการที่ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายตอบกลับ ถ้าไม่ตอบหรือว่านิ่งเฉยผู้หญิงจะเข้าใจว่าผู้ชายไม่รัก

เวลาโกรธ

•ผู้ชาย โกรธยากแต่ถ้าโกรธแล้วจะหายช้า

•ผู้หญิง โกรธง่ายและหายเร็วกว่า มีความสามารถพิเศษในการงอน (โดยที่ผู้ชายไม่รู้ตัว)

เรื่องของมือที่สาม

•ผู้ชาย ให้อภัยยากและโกรธนาน ด้วยความคิดเรื่องของศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง

•ผู้หญิง โกรธแต่สุดท้ายก็ยอมให้อภัยได้ง่ายกว่าผู้ชาย

เวลาเครียด

•ผู้ชาย จะนิ่งเฉย เก็บไว้ในใจแต่ผู้หญิงสามารถสัมผัสได้

•ผู้หญิง จะหาที่ระบายเช่นการหาที่ปรึกษา หรือ Shopping

การจัดวางของใช้ส่วนตัว

•ผู้ชาย อุปกรณ์น้อยชิ้นแต่วางไม่เป็นที่

•ผู้หญิง เครื่องสำอางค์อุปกรณ์ประทินผิวเยอะแต่ก็จัดวางเรียบร้อยเป็นที่เป็นทาง

การกิน

•ผู้ชาย มื้อใหญ่ จัดหนัก

•หญิง กินน้อยแต่กินบ่อย ชอบกินของจุ๊บจิ๊บ

เรื่องความสะอาด

•ผู้ชาย วางไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

•ผู้หญิง เห็นสิ่งสกปรกไม่ได้ต้องทำเลย ณ ตอนนั้น

ความเป็นระเบียบ

•ผู้ชาย ไม่เป็นระเบียบและหาอะไรไม่เคยเจอต่อให้มีเพียงชิ้นเดียวก็ตาม

•ผู้หญิง จัดเป็นระเบียบเป็นหมวดเป็นหมู่เยอะแค่ไหนก็หาเจอ

เซ็กส์ (กายภาพ)

•ผู้ชาย คิดและสามารถปฏิบัติโดยไม่มีข้อแม้อะไร

•ผู้หญิง ความต้องการช่วงไข่ตก มีไม่ได้ช่วงมีประจำเดือน

ความใส่ใจในรายละเอียด

•ผู้ชาย ไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขี้ลืม

•ผู้หญิง ละเอียดอ่อน ให้ความสำคัญกับทุกๆ เรื่อง จำสิ่งที่ผู้ชายพูดแม่นยำ สามารถจับโกหกได้

เวลาอกหัก

•ผู้ชาย หลังจากอกหักสามารถดำเนินชีวิตต่อและมีคนอื่นได้ในระยะเวลาอันสั้น

•ผู้หญิง ใช้เวลานานในการทำใจ สามารถอยู่กับความทรงจำเก่าๆ อยู่เป็นโสดได้โดยไม่ต้องแต่งงาน

การบอกเลิก

•ผู้ชาย ไม่ชอบเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อนเพราะกลัวอีกฝ่ายเสียใจ แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้อีกฝ่ายทนไม่ได้และบอกเลิกก่อน

•ผู้หญิง มีความอดทนสูงมาก ถ้าบอกเลิกก่อนแปลว่าทนไม่ได้แล้วจริงๆ

การพูดจา

•ผู้ชาย ตรงประเด็น ไม่ระมัดระวังคำพูด

•ผู้หญิง ใช้คำพูดเยอะ ประดิษฐ์ ระวังความรู้สึกของอีกฝ่าย

ในความเป็นจริงหรือในชีวิตจริงนั้น ยังมีความแตกต่างอีกมากมายของทั้งสองเพศนี้ แต่ไม่ว่าจะต่างหรือจะเหมือนกันในเรื่องใด แต่โลกก็สร้างให้ทั้งสองเพศนี้มาคู่กัน ปัญหาเกิดขึ้นได้จากความแตกต่าง สิ่งที่ทั้งสองเพศเมื่อคิดจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขคือต้องมีทั้งความรักและความเข้าใจ รวมถึงการปรับตัวในหลายๆ เรื่อง ลดข้อเสียเพิ่มข้อดีเพื่อชีวิตรักที่มีความสุขทั้งสองฝ่าย ถ้าเราพยายามเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายรวมถึงพยายามปรับตัวลดทิฐิ ศักดิ์ศรีของตัวเองลงแล้ว คุณผู้อ่านจะได้มีความสุขกันทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอนครับ
บทความนี้จัดทำโดย www.PremiumMate.com เว็บไซต์หาคู่ สื่อกลางสำหรับคนไทยวัยทำงานคุณภาพ เพื่อค้นหาเพื่อน หาแฟน หาคู่ ด้วยตนเอง

จิตวิทยาการกีฬา


"คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็นตัวเอง ถ้าจะแพ้ก็คงแพ้ภัยตัวเอง"

นักแม่นปืนสาวทีมชาติไทยที่ชื่อ ธันยพร พฤกษากร เคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวไว้ก่อนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศจีนในครั้งนี้
นักกีฬาประเภทอื่นๆ ก็คงมีอาการไม่ต่างกับนักแม่นปืนสาวผู้นี้นัก ยิ่งเป็นกีฬาประเภทที่ต้องเล่นคนเดียวและใช้สมาธิสูง หรือภาษาวงการกีฬาเรียกว่า "ไมด์ เกม" (mind game) แล้ว ยิ่งต้องได้รับการฝึกฝนให้ข้ามผ่านการแพ้ภัยตัวเอง

การฝึกฝนที่ว่านี้จำเป็นต้องใช้ "จิตวิทยาการกีฬา" เข้ามาช่วย 

"จิตวิทยาการกีฬา" เป็นศาสตร์หรือสาขาของวิทยาศาสตร์การกีฬาอีกแขนงหนึ่ง เป็นการศึกษาถึงกระบวนการทางจิตใจ ความคิด อารมณ์ ที่สัมพันธ์กับความสามารถในการเล่นและการแข่งขันกีฬาของนักกีฬา โดยที่ความรู้สึกนึกคิดภายในของนักกีฬาแต่ละคนนั้นจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ ทั้งที่พึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์ เช่น ความก้าวร้าว ความไม่มีน้ำใจนักกีฬา

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของความเครียด วิตกกังวล ความกลัว ความตื่นเต้น เป็นต้น ที่เป็นความผิดปกติอันเนื่องมาจากความรู้สึกภายในที่แสดงออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีผลกระทบต่อจิตใจของนักกีฬาโดยตรง และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงความสามารถของนักกีฬาด้วย

จิตวิทยาการกีฬาจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือความบกพร่องตรงนี้

"จิตวิทยา" ถูกนำมาใช้กับนักกีฬาไทยหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเพิ่งจะได้รับการพูดถึงอย่างจริงจังในกีฬาโอลิมปิค ปี พ.ศ.2551 นี่เอง 

"เคยได้ยินคำว่าหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อมไหมครับ" เสียง ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ หรือครูเบิ้ม เอ่ยถามขึ้น

ดร.พิชิต หรือครูเบิ้ม ชายวัย 46 เป็นหนึ่งในทีมจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยดูแลนักกีฬาไทยชุดโอลิมปิคเกมส์ 2008 ซึ่งมีประสบการณ์คลุกคลีกับนักกีฬาระดับชาติมาหลายประเภท

ครูเบิ้มบอกว่า คำพูดข้างบนนั้นเป็นเรื่องจริงของนักกีฬาบ้านเรา 

เพราะจิตใจของนักกีฬายังฝึกฝนไม่มากพอ เมื่อลงสนามแข่งจริงความตื่นเต้น แรงเชียร์ ความคาดหวัง รางวัลล่อใจ กดดันก่อร่างเป็น "ความเครียด" เมื่อถึงเวลาแข่งจริงจึงทำผลงานได้ไม่ได้ดีเท่าซ้อม

ปัจจุบันนอกจากจะทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาทีมชาติแล้ว ครูเบิ้มยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก และทำการสอนทั้งระดับปริญญาตรี โท เอก 

พิชิต เมืองนาโพธิ์


ครูเบิ้มเองจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จิตวิทยาการกีฬา จาก Victoria University of Technology ประเทศออสเตรเลีย 

จิตวิทยาการกีฬานี้ ต่างประเทศนำมาใช้กับนักกีฬานานแล้ว แต่เมืองไทยยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสำคัญ ปัจจุบันจึงมีคนจบทางด้านนี้ในระดับปริญญาเอกเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ดร.สืบสาย บุญวีระบุตร ดร.นฤพนธ์ วงศ์จตุรภัทร และ ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ 

ครูเบิ้มอธิบายว่า การที่จะเล่นกีฬาได้เต็มที่ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนใหญ่นอกเหนือจากฝีมือความสามารถมีทักษะแล้ว ร่างกายต้องพร้อม กล้ามเนื้อดี และจิตใจพร้อม 

สรุปง่ายๆ คือนักกีฬาต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีความวิตกกังวลน้อย มีสมาธิดีและมีความมุ่งมั่น

การแข่งขันกีฬาเรื่องของ "จิตใจ" เป็นเรื่องสำคัญ ดูได้จากนักกีฬาระดับโลกหลายคนที่ใช้สมาธิควบคู่ไปกับเกมกีฬา ตัวอย่างชัดๆ คือ "วีเจย์ ซิงห์" โปรกอล์ฟระดับโลกมาเรียนนั่งสมาธิกับหลวงพ่อสิงห์ วัดไผ่เหลือง สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก

"ว่าไปแล้วฝีมือนักกอล์ฟไทยถึงระดับโลก สู้เขาได้สบาย จะเห็นว่าลงสนามเล่นวันสองวันแรกไม่กดดัน เล่นตามฟอร์มของตัวเอง แต่พอหนังสือพิมพ์เริ่มลงข่าวว่าตีดี เริ่มมีชื่อเสียง คนเริ่มคาดหมาย จิตใจก็กดดันแล้ว ทุกอย่างเสียหมดเลย เล่นไม่ได้ นี่คือข้อเสียของนักกอล์ฟไทย"

ดังนั้น หน้าที่ของจิตวิทยาการกีฬา คือทำอย่างไรเขาถึงจะนิ่ง ผ่อนคลาย ทำอย่างไรถึงจะเชื่อมั่นในตัวเองตลอดเวลา

จิตวิทยาการกีฬาสามารถนำมาใช้กับกีฬาทุกชนิด โดยเฉพาะกีฬาที่พูดกันว่าเป็นไมด์ เกม อย่าง กอล์ฟ เทนนิส โบว์ลิ่ง สนุกเกอร์ ถ้าจิตใจสั่น มือก็สั่นตาม หรือแม้แต่ กีฬายกน้ำหนัก

ครูเบิ้มบอกว่า การเปล่งเสียง "สู้โว้ย" สะท้านวงการยกน้ำหนัก ของ อุดมพร พลศักดิ์ เมื่อโอลิมปิคคราวก่อน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคของจิตวิทยาการกีฬา ที่ ดร.สืบสาย บุญวีระบุตร เป็นผู้สอน เทคนิคนี้เรียกว่า "เซลฟ์ ทอลค์" (self talk) คือการพูดเพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์

"อารมณ์ที่เหมาะสมในการยกน้ำหนัก คือ ฮึกเหิม และเฉียบคม ดังนั้นเราต้องหัดให้เขานึกถึงอารมณ์ที่ฮึกเหิมและเฉียบคมขณะที่เปล่งเสียงออกมา"

ครูเบิ้มอธิบายถึงหลักจิตวิทยาในสมัยโบราณเปรียบเทียบ ว่าสมัยโบราณเขาเอาหมามาตัวหนึ่ง แล้วเอาอาหารมาให้พร้อมกับสั่นกระดิ่ง แล้วให้วัดน้ำลายหมา ทีนี้พอหมาจะกินอาหารก็จะสั่นกระดิ่งทุกวันเลย ในสมองของหมาอาหารกับเสียงกระดิ่งจะมาด้วยกัน มีวันหนึ่งไม่ให้อาหารแต่สั่นกระดิ่งอย่างเดียว หมาก็น้ำลายไหลเหมือนกับตอนที่เอาอาหารมา 

นักกีฬาก็เหมือนกัน คือการสร้างอารมณ์ต้องให้มาพร้อมกับคำพูด ต่อไปเมื่อพูดปุ๊บอารมณ์ก็เกิดปั๊บ นี่เป็นเทคนิคหนึ่งในพันๆ เทคนิค

สำหรับ "กีฬาตะกร้อ" ครูเบิ้มเล่าว่า สมัยที่ สืบศักดิ์ ผันสืบ เป็นตัวเสิร์ฟ เขาเป็นตัวสำคัญมากที่จะต้องเสิร์ฟให้นิ่ง เพราะว่าคู่แข่งขันคือมาเลเซีย ถ้าเราเสิร์ฟดีเราจะสู้เขาได้ง่าย แต่ถ้าเสิร์ฟไม่นิ่งก็จะมีปัญหากับทีม ทีนี้พอคะแนนสูสีกัน เขาจะเครียดไม่ค่อยผ่อนคลาย จะเสิร์ฟดีบ้างเสียบ้าง เราก็ใช้ระยะเวลาเกือบหนึ่งปี กว่าจะฝึกให้เขาผ่อนคลายได้

"ตอนเอเชียนเกมส์ปี 1998 สืบศักดิ์เสิร์ฟไม่พลาดเลย เขาบอกว่าพอผ่อนคลายเขาก็เสิร์ฟได้ตามธรรมชาติ นี่คือวิธีที่เราฝึก"

จิตวิทยาสามารถพลิกสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีแบบในหนังได้ ครูเบิ้มว่าอย่างนั้น แต่มีเงื่อนไขว่า

"หากนักกีฬาคนนั้นถูกฝึกมาประมาณปีหนึ่ง ฝึกมาจนรู้ว่าให้ผ่อนคลายก็ผ่อนคลายได้ ให้หยุดคิดก็หยุดคิดได้ แต่ถ้าเขาไม่เคยฝึกอะไรมาเลย แล้วนักจิตวิทยาไปพูดคำสองคำให้เขาพลิกกลับมานั้น มันโอเวอร์ไป ไม่มีทาง"

ส่วน "กีฬามวย" ซึ่งเป็นกีฬาที่ครูเบิ้มได้รับมอบหมายให้ดูแลในการแข่งโอลิมปิคครั้งนี้ ครูเบิ้มเล่าว่า นักมวยเวลาเครียด มือ แขน จะเกร็ง หมัดที่จะออกไปก็ช้าลง คู่ต่อสู้ก็ตอบโต้ได้มากขึ้น การเต้นฟุตเวิร์กก็เงอะๆ งะๆ ยิ่งถ้าตอนนั้นนักกีฬาคิดในแง่ลบ เช่น คิดว่าวันนี้จะสู้เขาได้ไหม ก็จะทำให้เกิดความลังเล พอลังเลก็มัวแต่คิดว่าจะสู้ได้หรือเปล่า มันก็แสดงความสามารถออกมาไม่ได้ 

แต่คนเราเมื่อปล่อยสบายๆ ก็จะแสดงความสามารถออกมาสูง หรือบางคนมีวิธีคิดในแง่ลบ เราต้องสอนวิธีคิดในแง่บวกจนกระทั่งเป็นนิสัยฝังลงไปในจิตใต้สำนึก

"กีฬามวยถือเป็นกีฬาที่กดดันสูง เพราะเป็นกีฬาที่เหนื่อย เจ็บ และหิว และถ้าต้องเหนื่อย เจ็บ หิวทุกวันจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยเขาคลายความเครียดตั้งแต่แรก โดยตั้งเป้าหมายให้เขาเห็นสิ่งที่เขาต้องเดินไปเป็นอย่างไร ทำให้เขาผ่อนคลาย สบายใจ"

"ถ้านักมวยบอกว่าตัวเองชอบนอนเล่นที่ทะเล พอซ้อมเสร็จเราก็จะสะกดจิตให้เขาอยู่ชายทะเลทุกวันเลย เหมือนกับว่าจิตใต้สำนึกเขาจะไปอยู่ชายทะเล และพอถึงเวลาแข่งเขาจะตั้งใจมาก เครียดอีก เกิดอาการเกร็งล็อค เราก็สอนให้เขาผ่อนคลายก่อนขึ้นชก หรือคิดให้ดีก่อนขึ้นชก ต้องฝึกทุกวันจนกระทั่งเขาสามารถทำได้เป๊ะๆ ตามนี้" คือเทคนิคของครูเบิ้ม

ฟังดูแล้วจะเห็นว่า จิตวิทยาการกีฬาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้ เรียกว่าถ้าขาดไปก็สู้ใครไม่ได้ เพราะมันเป็นวิทยาการชุดหลังสุด

"ตอนนี้ทุกคนมีร่างกายเหมือนกัน มีทักษะคล้ายคลึงกัน นักกีฬาไทยไม่ด้อยกว่าใครในโลกนี้ แต่จิตใจเรายังสู้เขาไม่ได้"

ดังนั้น สิ่งที่ต้องพยายามทำต่อไปสำหรับนักกีฬาไทย คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้นักกีฬาเล่นได้เต็มความสามารถ

"การเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า คือเปลี่ยนทัศนคติของนักกีฬาที่มุ่งเอาชนะอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เขาเครียด เราก็เปลี่ยนใหม่ อย่างเช่นเปลี่ยนจุดมุ่งหมายใหม่ว่าการขึ้นไปชกวันนี้ ให้ไปแสดงความสามารถสูงสุดที่เรียกว่าพีค เพอร์ฟอร์แมนซ์ (peak performance) ไม่ได้คิดแต่เรื่องชนะอย่างเดียว"

ความสามารถสูงสุด ก็คือการชกอย่างพลิ้ว ลื่นไหล สวยงาม ดูตัวอย่างได้จาก โผน กิ่งเพชร นักชกแชมป์โลกคนแรกของไทยที่ชกได้ลื่นไหลสวยงาม 

"การปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักกีฬาไทยเป็นเรื่องยาก เพราะการชนะโอลิมปิคคือการได้ 30 ล้านบาท ซึ่งบางทีนักมวยไม่ต้องการแสดงความสามารถสูงสุด แต่ต้องการ 30 ล้านมากกว่า สังคมกีฬาไทยเราสอนแต่ว่าความสำเร็จคือชัยชนะ คือ ผล ไม่ได้พูดถึงว่าความสำเร็จคือความสามารถ หรือความพยายาม ยิ่งระยะหลังๆ มานี้มีสังคมธุรกิจ สังคมบันเทิงเข้ามา คนก็เห็นแต่ผล กลายเป็นว่าเราชนะแต่การเล่นไม่ได้เรื่อง ทั้งที่ศักดิ์ศรีความเป็นนักกีฬาที่แท้จริงมันสำคัญกว่าอย่างอื่น"

ความก้าวร้าวและความรุนแรงในกีฬา


สำหรับการใช้ชีวิตทุกคนในสังคมอเมริกันนั้นมันไม่ได้ใช้นักสังคมวิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์ทางการเมืองเพื่อเรียกความสนใจไปซึ่งกีฬามีการขยายเต็มเป็นวิธีที่อเมริกันของชีวิต หนังสือพิมพ์อุทิศส่วนทั้งหมดของรุ่นในชีวิตประจำวันของพวกเขาให้ความคุ้มครองของกีฬาเช่นกอล์ฟ, ฟุตบอลฟุตบอล, และอื่น ๆ หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกีฬาได้ที่เกินกว่าที่กำหนดให้เศรษฐกิจ, การเมือง, หรือใด ๆ หัวข้อเดียวน่าสนใจอื่น ๆ โทรทัศน์นำเข้ามาในครัวเรือนร่วมสมัยมากกว่า 1,200 ชั่วโมงของการถ่ายทอดสดและบันทึกเทปการแข่งขันกีฬาทุกปีบางครั้งก็กระทบชีวิตครอบครัวปกติและครั้งอื่น ๆ มันให้มุ่งเน้นการให้ความสนใจร่วมกันของครอบครัว
ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ชมผู้เข้าร่วมหรือผู้สนับสนุนการกีฬาได้รับการกำหนดเป็นรากฐานอุดมการณ์ผ่านการพัฒนาระบบความเชื่อที่เค้าควรทำบุญของกีฬา sociologists ที่สนับสนุนการกีฬาเปิดประตูสำหรับการก่อตัวของความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างผู้เล่นชุมชนกลุ่มเชื้อชาติและแม้แต่ประชาชาติ แม้ว่ากีฬาได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ค่อนข้างของระบบค่าของผู้คนที่โดดเด่นและได้รับการสนับสนุนแน่นอนจากส่วนใหญ่ทั่วโลก, ความรุนแรงก​​ีฬาไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนผสมที่จำเป็นของสังคมกีฬา เนื่องจากเป็นที่เชื่อกันว่ากีฬาที่นิยมสร้างตัวละครและให้ร้านสำหรับพลังงานก้าวร้าว, นักวิชาการมีการศึกษาผลกระทบของความรุนแรงก​​ีฬาและนักวิทยาศาสตร์มีมาขึ้นกับจำนวนของทฤษฎีเพื่ออธิบายวิธีการมนุษย์รุกรานที่จะนำความรุนแรงเป็นทรงกลมของกีฬา

Sport

แม้ว่าคำว่า"ก้าวร้าว"และ"รุนแรง"เป็นคู่ที่พบบ่อยในความคิดเห็นทางด้านจิตใจและหนังสือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพวกเขาจะวาดไม่ค่อย ตามที่ Gerda Siann, เป็นนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมที่พยายามที่จะแยกสองคำ"Aggression เกี่ยวข้องกับความตั้งใจที่จะบาดเจ็บหรือเกิดดีกว่าคนอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บทางร่างกาย (ความรุนแรง) และอาจจะหรืออาจจะไม่ถือว่าเป็นกำลังสนับสนุนโดยชนิดที่แตกต่างของแรงจูงใจ"(Siann, 1985)
ในคำอื่น ๆ ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเป็นผลมาจากความตั้งใจที่ก้าวร้าว นี้นำไปสู่​​คำถามอื่นเสมอเป็นความรุนแรงจากผลของการเจตนาก้าวร้าวหรือไม่? หากเป็นความรุนแรงที่จะกำหนดเป็นการใช้กำลังทางกายภาพมากขึ้นหรือเจตนาที่จะเป็นไปได้ที่จะยกกรณีที่แรงทางกายภาพเช่นจะใช้ในการทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ก้าวร้าวการมีส่วนร่วม? หากก้าวร้าวถูกมองว่าเป็นเจตนาการลงโทษของการบาดเจ็บแก่ผู้อื่นแล้วกระทำความรุนแรงใด ๆ ต้องถ้าตั้งใจจะถือเป็นก้าวร้าวตามคำอธิบายของ Siann ปลายทางได้เสนอความรุนแรง สมมติฐานนี้โดยตรงเกี่ยวกับปัญหาในทฤษฎีของแรงจูงใจ กีฬาจะขึ้นอยู่กับทฤษฎีแรงจูงใจตั้งแต่หลักของการแข่งขันกีฬาเชื่อมโยงกับการบังคับของมนุษย์สู่ความเป็นเลิศและความเป็นเลิศ ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าตรรกะที่จะยอมรับว่ากีฬาจะขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของมนุษย์ (เช่นการบังคับที่จะชนะ) ซึ่งหากไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเพียงพอสามารถล้วงเอาพฤติกรรมที่รุนแรงรูปแบบ (การกระทำความรุนแรงเช่น) ซึ่งจะมีผลพลอยได้จากการรุกรานของซึ่งได้อดกลั้น
ความก้าวร้าวและความรุนแรงในการกีฬา

ภาวะโลกร้อน


  ปัจจุบันนี้คำว่า "ภาวะโลกร้อน" เป็นคำยอดฮิตที่คุ้นหูคนทั่วโลกกันมากที่สุดคำหนึ่ง เพราะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างมากในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็นฝนหลงฤดู อากาศที่ร้อนจัด หรืออากาศที่หนาวจัดจนทำให้เกิดหิมะตกเป็นครั้งแรกในหลาย ๆ พื้นที่ รวมทั้งภัยธรรมชาติที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังส่งสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า "ภาวะโลกร้อน" ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองข้าม เพิกเฉยไปได้อีกต่อไป วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมีเรื่องราวของ "ภาวะโลกร้อน" มาบอกต่อให้นำไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในโลกของเรา

         ภาวะโลกร้อน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะโลกร้อนอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน ระดับน้ำทะเล และมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพืช สัตว์ และมนุษย์

ที่มาของภาวะโลกร้อน
         ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยภาวะโลกร้อน ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ, การขนส่ง และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

         นอกจากนั้นมนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน (CFC) เข้าไปอีกด้วยพร้อมๆ กับการที่เราตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ ทำให้กลไกในการดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆ ที่เราได้กระทำต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
         ปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก

         พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้นไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุดจะดูดกลืนรังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโปสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้

         สำหรับ บรรยากาศของโลกประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% นอกนั้นเป็นไอน้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอนจะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด และมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกก๊าซพวกนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก" (Greenhouse gas) เนื่องจากคุณสมบัติในการเก็บกักความร้อน หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว พื้นผิวโลกจะมีอุณหภูมิเพียง -18 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นก็หมายความว่าน้ำทั้งหมดบนโลกนี้จะกลายเป็นน้ำแข็ง

ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน

ก๊าซและสารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

         ก๊าซและสารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน มีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่

 ไอน้ำ (H2O)

         เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากที่สุดบนโลก มีอยู่ในอากาศประมาณ 0- 4% ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอุณหภูมิ ในบริเวณเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรและชายทะเลจะมีไอน้ำอยู่มาก ส่วนในบริเวณเขตหนาวแถบขั้วโลก อุณหภูมิต่ำ จะมีไอน้ำในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย ไอน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ไอน้ำเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำในธรรมชาติ น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะไปมาทั้ง 3 สถานะ จึงเป็นตัวพาและกระจายความร้อนแก่บรรยากาศและพื้นผิว

         ไอน้ำเกิดจากโดยฝีมือมนุษย์ 2 วิธี คือ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงหรือก๊าซธรรมชาติ และจากการหายใจและคายน้ำของสัตว์และพืชในการทำเกษตรกรรม

 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

         ในยุคเริ่มแรกของโลกและระบบสุริยะ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศถึง 98% เนื่องจากดวงอาทิตย์ยังมีขนาดเล็กและแสงอาทิตย์ยังไม่สว่างเท่าทุกวันนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้โลกอบอุ่น เหมาะสำหรับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ครั้นกาลเวลาผ่านไปดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงมายังพื้นผิว แพลงก์ตอนบางชนิดและพืชตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ มาสร้างเป็นอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้ภาวะเรือนกระจกลดลง โดยธรรมชาติก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นจากการหลอมละลายของหินปูน ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟ และการหายใจของสิ่งมีชีวิต

         ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและการทำปศุสัตว์ เป็นต้น โดยการเผาป่าเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ป่าลดน้อยลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในบรรยากาศได้มากยิ่งขึ้น และทำให้พลังงานความร้อนสะสมบนผิวโลกและในบรรยากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 1.56 วัตต์/ตารางเมตร (ปริมาณนี้ยังไม่คิดรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นทางอ้อม)

 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ( co2) มาจากประเทศไหนมากที่สุด

         จากตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมีปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้

          - สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน
          - สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน
          - รัสเซีย 68,400 ล้านตัน
          - จีน 57,600 ล้านตัน
          - ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน
          - ยูเครน 21,700 ล้านตัน
          - อินเดีย 15,500 ล้านตัน
          - แคนาดา 14,900 ล้านตัน
          - โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน
          - คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน
          - แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน
          - เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน
          - ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน
ภาวะโลกร้อน

 ก๊าซมีเทน (CH4)
         เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต แม้ว่ามีก๊าซมีเทนอยู่ในอากาศเพียง 1.7 ppm แต่ก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติของก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือด้วยปริมาตรที่เท่ากัน ก๊าซมีเทนสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

         ก๊าซมีเทนมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากการทำนาข้าว ปศุสัตว์ และการเผาไหม้มวลชีวภาพ การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเทนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานรวมที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 0.47 วัตต์/ตารางเมตร

 ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)

         ปกติก๊าซชนิดนี้ในธรรมชาติเกิดจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย แต่ที่มีเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เนื่องมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกบางชนิด เป็นต้น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์/ตารางเมตร นอกจากนั้นเมื่อก๊าซไนตรัสออกไซด์ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตของโลกลดน้อยลง

 สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC)

         หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ฟรีออน" (Freon) มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ มีแหล่งกำเนิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และสเปรย์ เป็นต้น

         สาร CFC มีองค์ประกอบเป็นคลอรีน ฟลูออไรด์ และโบรมีน ซึ่งมีความสามารถในการทำลายโอโซน ตามปกติสาร CFC ในบริเวณพื้นผิวโลกจะทำปฏิกิริยากับสารอื่น แต่เมื่อมันดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ โมเลกุลจะแตกตัวให้คลอรีนอะตอมเดี่ยว และทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน เกิดก๊าซคลอรีนโมโนออกไซด์ (ClO) และก๊าซออกซิเจน หากคลอรีนจำนวน 1 อะตอม ทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล ได้เพียงครั้งเดียว ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ทว่าคลอรีน 1 อะตอม สามารถทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล ได้นับพันครั้ง เนื่องจากเมื่อคลอรีนโมโนออกไซด์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอะตอมเดี่ยว แล้วเกิดคลอรีนอะตอมเดี่ยวขึ้นอีกครั้ง ปฏิกิริยาลูกโซ่เช่นนี้จึงเป็นการทำลายโอโซนอย่างต่อเนื่อง

         ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการจำกัดการใช้ก๊าซประเภทนี้ให้น้อยลง 40% เมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีก่อน แต่ปริมาณสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนที่ยังคงสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.28 วัตต์ต่อตารางเมตร

 โอโซน (O3)

         เป็นก๊าซที่ประกอบด้วยธาตุออกซิเจนจำนวน 3 โมเลกุล มีอยู่เพียง 0.0008% ในบรรยากาศ โอโซนไม่ใช่ก๊าซที่มีเสถียรภาพสูง มันมีอายุอยู่ในอากาศได้เพียง 20 - 30 สัปดาห์ แล้วสลายตัว โอโซนเกิดจากก๊าซออกซิเจน (O2) ดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตแล้วแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) จากนั้นออกซิเจนอะตอมเดี่ยวรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนและโมเลกุลชนิดอื่น (M)ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แล้วให้ผลผลิตเป็นก๊าซโอโซนออกมา

         ก๊าซโอโซนมี 2 บทบาท คือ เป็นทั้งพระเอกและผู้ร้ายในตัวเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่ามันวางตัวอยู่ที่ใด

         โอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere Ozone)
         เป็นเกราะป้องกันรังสีอุลตราไวโอเล็ต (UV) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ในธรรมชาติโอโซนที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวมีเพียง 10% โอโซนส่วนใหญ่ในชั้นสตราโตสเฟียร์รวมตัวเป็นชั้นบาง ๆ ที่ระยะสูงประมาณ 20 - 30 กิโลเมตร ทำหน้าที่กรองรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ออกไป 99% ก่อนถึงพื้นโลก หากร่างกายมนุษย์ได้รับรังสีนี้มากเกินไป จะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ส่วนจุลินทรีย์ขนาดเล็ก อย่างเช่นแบคทีเรียก็จะถูกฆ่าตาย

         โอโซนในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere Ozone)
         เป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยดูดกลืนรังสีอินฟราเรด ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 2.85 วัตต์/ตารางเมตร โอโซนในชั้นนี้เกิดจากการเผาไหม้มวลชีวภาพและการสันดาปของเครื่องยนต์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการจราจรติดขัด เครื่องยนต์ เครื่องจักร และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปะปนอยู่ในหมอกควัน เมื่อโอโซนอยู่ในบรรยากาศชั้นล่างหรือเหนือพื้นผิว มันจะให้โทษมากกว่าให้คุณ เนื่องจากเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นคำพูดที่ว่า "ออกไปสูดโอโซนให้สบายปอด" จึงเป็นความเข้าใจผิด

         การลดลงของโอโซน

         นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพบรูโหว่ขนาดใหญ่ของชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์คติก บริเวณขั้วโลกใต้ เกิดขึ้นจากกระแสลมพัดคลอรีนเข้ามาสะสมในก้อนเมฆในชั้นสตราโตสเฟียร์ในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤษภาคม - กันยายน (อนึ่งขั้วโลกเหนือไม่มีเมฆในชั้นสตราโตสเฟียร์ เนื่องจากอุณหภูมิไม่ต่ำพอที่จะทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ) เมื่อถึงเดือนตุลาคม ซึ่งแสงอาทิตย์กระทบเข้ากับก้อนเมฆ ทำให้คลอรีนอะตอมอิสระแยกตัวออกและทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ของชั้นโอโซน เรียกว่า "รูโอโซน" (Ozone hole)

  มนุษย์เป็นตัวการทำภาวะโลกร้อนจริงหรือ ?
         - จากรายงานของ IPCC มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยรายงานนี้จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2500 คนใน 130 ประเทศ ได้สรุปว่า มนุษย์เป็นตัวการของสาเหตุเกือบทั้งหมด ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

         - การทำอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษอย่างมหาศาล ได้เพิ่มความเข้มข้นของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนไว้ทั้งสิ้น

         - มนุษย์กำลังเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ มากกว่าที่ต้นไม้และมหาสมุทรสามารถรับได้

         - ก๊าซเหล่านี้จะอยู่ในบรรยากาศไปอีกนาน หมายความว่าการหยุดปล่อยก๊าซเหล่านี้ ไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ทันที

         - ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนเกิดเป็นวัฎจักรสม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก และเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในรอบเวลานับแสนปี แต่การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแค่เป็นร้อยปี จึงมีผลการวิจัยที่หักล้างทฤษฎีดังกล่าวออกมา
ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน

ผลจากภาวะโลกร้อน

         เอล นิโญ และลา นิโญ ทั้ง 2 คำนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศ และกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งบนผิวพื้นและใต้มหาสมุทร แต่เกิดจากภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตร เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

 เอล นิโญ (El Nino)
         เป็นคำภาษาสเปน (ภาษาอังกฤษออกเสียงเป็น "เอล นิโน") แปลว่า "บุตรพระคริสต์" หรือ "พระเยซู" เป็นชื่อของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2-3 ปี โดยเริ่มประมาณช่วงเทศกาลคริสต์มาส กระแสน้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประมาณ 2-3 เดือน และบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามปีถัดไป เป็นคาบเวลาที่ไม่แน่นอน และมีผลทางระบบนิเวศและห่วงลูกโซ่อาหาร ปริมาณปลาน้อย นกกินปลาขาดอาหาร ชาวประมงขาดรายได้ รวมทั้งเกิดฝนตกและดินถล่มอย่างรุนแรงในประเทศเปรูและเอกวาดอร์

         เอล นิโญ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "El Nino - Southern Oscillation" หรือเรียกอย่างสั้นๆ ว่า "ENSO" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

         โดยปกติบริเวณเส้นศูนย์สูตรโลกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าตะวันออก (Eastery Trade Winds) จะพัดจากประเทศเปรู บริเวณชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ กระแสลมสินค้าพัดให้กระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันทางตะวันตกจนมีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปกติประมาณ 60-70 เซนติเมตร แล้วจมตัวลง กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรซีกเบื้องล่างเข้ามาแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวซีกตะวันออก นำพาธาตุอาหารจากก้นมหาสมุทรขึ้นมาทำให้ปลาชุกชุม เป็นประโยชน์ต่อนกทะเล และการทำประมงชายฝั่งของประเทศเปรู

         เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอล นิโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ทำให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลา และนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้ ปรากฏการณ์เอล นิโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอล นิโญ นั่นเอง

 ลา นิโญ (La Nino)

         เป็นคำภาษาสเปน (ภาษาอังกฤษออกเสียงเป็น "ลา นิโน") แปลว่า "บุตรธิดา" เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะตรงข้ามกับเอล นิโญ คือ มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาวะปกติ แต่ทว่ารุนแรงกว่า กล่าวคือกระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนัก น้ำเย็นใต้มหาสมุทรยกตัวขึ้นแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกตะวันตก ก่อให้เกิดธาตุอาหาร ฝูงปลาชุกชุม ตามบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู

         กล่าวง่ายๆ ก็คือ "เอล นิโญ" ทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทางกลับกัน "ลา นิโญ" ทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

         ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้ เกิดจากความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตร เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่าเกิดจากภาวะโลกร้อน

บทเรียนจากภาวะโลกร้อน

         ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบทุกคนคงได้รับข่าวภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ พายุถล่ม น้ำท่วม และไฟป่า ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยสนใจธรรมชาติมาก่อนก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดวิตก เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากจะมีทุกรูปแบบแล้ว ยังมีความรุนแรงมากกว่าเดิม แถมในหลายภูมิภาคต้องเผชิญหน้ากับความเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

         เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.2 ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราและในท้องทะเลอันดามัน ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย จากนั้นก็มีเหตุแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายร้อยครั้งจนกลายเป็นเหตุหายนะรายวันทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น อเมริกา ชิลี เปรู และโบลิเวีย

         ขณะเดียวกันก็เกิดสภาพอากาศวิปริตอย่างหนักในอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ญี่ปุ่น อเมริกา ชิลี และบริเวณตอนเหนือของยุโรป ทั้งพายุหิมะ ฝนตกหนัก และอากาศหนาวเย็นสุด ๆ จนอุณหภูมิติดลบ ทำให้ประชาชนล้มตายหลายพันคน

         ต่อมาอีกไม่กี่เดือนก็เกิดคลื่นความร้อน (Heat Wave) แผ่ปกคลุมทั้งจีน อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน โปรตุเกส ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ทำให้ผู้คนตายอีกหลายร้อยคนจากโรคลมแดดและขาดน้ำจนช็อคตาย รวมทั้งหลายประเทศเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงจากอากาศที่แห้งแล้งอย่างหนัก

         ถัดมายังไม่ทันที่คลื่นความร้อนจางหาย ก็เกิดลมพายุเข้ามาสร้างความเสียหายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ของจีนที่ต้องเผชิญพายุนับสิบลูกจนทำให้ประชาชนล้มตายนับไม่ถ้วน และที่รัฐมหาราษฎระทางทิศตะวันตกของอินเดียก็เกิดเหตุดินถล่มหลังฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า4วัน เป็นเหตุให้มีผู้คนถูกฝังทั้งเป็นนับร้อยคน ส่วนที่อินโดนีเซีย (หมู่บ้านซีมาไฮ ชานเมืองบันดุง) ก็เกิดฝนตกหนักจนทำให้ขยะที่กองเป็นภูเขาเลากากลบฝังชาวบ้านกว่า 200 ชีวิต

         ขณะที่ประเทศอเมริกาก็ต้องผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคนนับสิบลูก แต่ที่รุนแรงที่สุดก็เป็นพายุเฮอริเคนที่มีชื่อว่า "แคทรีนา" ได้ก่อตัวและเคลื่อนจากอ่าวเม็กซิโกด้วยความรุนแรงระดับ 5 (เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2548) ถาโถมเข้าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา และเมืองไบลอกซี รัฐมิสซิสซิปปี แถมยังถูกพายุเฮอริเคนอีก 2 ลูกที่มีชื่อว่า "โอฟีเลีย" และ "ริตา" ตามเข้ามาถล่มซ้ำ ทำให้ประชาชนเสียชีวิตนับพันคน ไร้ที่อยู่อาศัยอีกนับล้านคน รวมทั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย

         ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมาเตือนว่าดินแดนสหรัฐฯยังจะโดนพายุเฮอริเคนที่รุนแรงขึ้นในช่วงระยะเวลาอีกหลายปีข้างหน้าอีกหลายลูก เนื่องมาจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

         นายเคอรี เอมมานูเอล นักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐฯ ได้รายงานผลการวิจัย ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงอันตรายอันเนื่องมาจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยเขาได้เทียบเคียงให้เห็นถึงอุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรกับความเร็วลมของหย่อมบริเวณความกดอากาศต่ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ปรากฎว่าความแรงของลมและคลื่นได้ทวีขึ้นอย่างรุนแรง ความคงทนของพายุเฮอริเคนนับตั้งแต่ พ.ศ.2492 ได้นานขึ้นอีกราว 60% และความแรงของลมที่จุดศูนย์กลางของพายุทวีขึ้นอีก 50% นับแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา ในขณะที่อุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรก็อุ่นขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าภาวะโลกร้อนได้ทำให้พายุเฮอริเคนได้ทวีความรุนแรงขึ้นถึง 2 เท่าในรอบระยะเวลา 30 ปีมานี้ เพียงแค่อุณหภูมิที่พื้นผิวมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 0.5 °C เท่านั้น

         และในเดือนตุลาคม 2548 ได้พบว่าเกิดภาวะแห้งแล้งอย่างหนักในทวีปอเมริกาใต้ เป็นผลให้แม่น้ำอะเมซอนในประเทศบราซิลเกิดความแล้งจนก่อเกิดเกาะแก่งกลางน้ำมากมาย อันเป็นผลมาจากความร้อนที่มีมากเกินขนาดบริเวณมหาสมุทรทริปิคัลนอร์ท แอตแลนติก

         จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนเสนอทฤษฎีต่างๆนานาเพื่ออธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น อาทิเช่น ทฤษฎีโลกร้อนโลกเย็น ทฤษฎีแกนโลกเอียง เป็นต้น ซึ่งทุกทฤษฎีล้วนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า "มนุษย์ได้ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี เมื่อธรรมชาติเสียความสมดุลก็ย่อมเกิดการทำลายจากธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่เกิดนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเท่านั้น ยังไม่ถึงเวลาของภัยพิบัติธรรมชาติแท้จริงที่คาดว่าน่าจะเลวร้ายกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า"
ภาวะโลกร้อน

อิทธิพลจาก ภาวะโลกร้อน

จากปัญหาภาวะโลกร้อน อะไรกำลังจะเกิดขึ้นตามมา?

         - รายงานของ IPCC ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาระบุว่า ในอนาคต อาจเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ และภัยพิบัติต่อสัตว์ป่า

         - ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นระหว่าง 7-23 นิ้ว ซึ่งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 4 นิ้วก็จะเข้าท่วมเกาะ และพื้นที่จำนวนมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

         - ผู้คนนับร้อยล้านที่อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 1 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล อาจะต้องย้ายถิ่น โดยเฉพาะในสหรัฐ รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนาก็เสี่ยงเช่นกัน

         - ธารน้ำแข็งละลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อาจส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำจืดได้

         - พายุที่รุนแรง ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยธรรมชาติต่างๆ จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติ ทะเลทรายจะขยายตัวทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่

         - สัตว์นับล้านสปีชี่ส์ จะสูญพันธุ์ จากการไม่มีที่อยู่ ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง และน้ำทะเลเป็นกรด
การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรอาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งย่อยๆ ในยุโรป และภาวะอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่

         - ในอนาคต เมื่อภาวะโลกร้อนอยู่ในขั้นที่ควบคุมไม่ได้ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Positive Feedback Effect ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ถูกเก็บ อยู่ในส่วนชั้นน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย (Permafrost) และ ใต้ทะเลออกมา หรือคาร์บอนที่ถูกน้ำแข็งกับเก็บไว้ ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

คาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคต

         จากการวิจัยศึกษาของนานาชาติ ได้เผยแพร่ข่าวคาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคตเอาไว้มากมาย จึงขอสรุปเฉพาะข่าวที่น่าสนใจดังนี้

 โลกร้อนที่สุดในรอบ 400 ปี

         สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ ได้สรุปแจ้งผลการทบทวนรายงานทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศต่อรัฐสภาว่า "อุณหภูมิของโลกเมื่อปี2549 ได้อุ่นขึ้นอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในรอบระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 400 ปี และอาจจะนานเป็นเวลาหลายพันปีก็ได้ อันเป็นผลมาจากฝีมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวพื้นโลกในซีกโลกเหนือสูงขึ้นอีกประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส"

 ใจกลางโลกยังร้อนจัด

         จากวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ได้รายงานว่า "นักธรณีวิทยาได้ศึกษาเพื่อต้องการที่จะหาความรู้ว่าความร้อนภายในโลกที่เป็นต้นตอของเหตุแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ ตลอดจนสนามแม่เหล็กโลก ถ่ายเทออกมาได้อย่างไร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์โรเบิร์ต แวน เดอ ฮิลสต์ กับคณะของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูแสตต์ในอเมริกา ได้ทำการศึกษาบริเวณใต้ผิวโลกแถบอเมริกากลาง โดยการติดตามคลื่นที่เกิดเมื่อแผ่นดินไหว คลื่นนั้นเดินทางลึกลงไปใจกลางโลก ลึกลงไปเป็นระยะทางหลายพันกิโลฯ และได้อาศัยตรวจวัดอุณหภูมิภายในของโลกที่อยู่ระหว่างเปลือกโลกและแกน พบว่ามีอุณหภูมิสูงถึง 3,676 องศาเซลเซียส ร้อนระดับน้องๆอุณหภูมิที่ผิวพื้นของดวงอาทิตย์ ซึ่งร้อนถึง 5,526 °C

 อีก 23 ปี เอเชียระวังการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ
         องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ อันเป็นหน่วยงานวิจัยหลักของประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าโลกอาจจะร้อนขึ้นอีก 4 °C ในราวปี พ.ศ.2573 โดยเฉพาะทางแถบอันแห้งแล้งทางเหนือของปากีสถาน อินเดีย และจีน องค์การฯ ยังได้ระบุอีกว่าการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศในแถบเอเชีย-แปซิฟิกนี้ ไม่มีเหตุผลอันใดเป็นเรื่องน่ายินดีเลย หากรัฐบาลของชาติเหล่านี้ไม่ลงมือขจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเสียตั้งแต่บัดนี้

         นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว ยังจะถูกซ้ำเติมด้วยแบบแผนของฝนตกที่ผิดปกติ รวมทั้งพายุหมุนเขตร้อนที่มีมากขึ้น ลมมรสุมรุนแรงจะก่อให้เกิดอุทกภัย ทำให้ประชาชนเรือนล้านต้องตกเป็นเหยื่อของโรคไข้จับสั่น ไข้ส่า และโรคติดต่ออื่นๆ นอกจากนี้ประชากรเรือนล้านที่มีถิ่นฐานอยู่ตามชุมชนริมฝั่งในบังคลาเทศ เวียดนาม จีน และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจจะต้องละทิ้งถิ่นฐาน เพราะน้ำทะเลล้นฝั่ง โดยจะเอ่อสูงขึ้นอีกราว 20 นิ้ว ในระยะเวลา 65 ปีข้างหน้า

 ยุโรป..แชมเปี้ยนอุณหภูมิโลกร้อน และในอนาคตอาจจะไม่มีฤดูหนาว

         จากรายงานการการศึกษาของสำนักการศึกษาสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรปได้กล่าวคาดหมายว่า เนื่องจากปรากฏการณ์อากาศที่อุ่นขึ้นของโลกเป็นลำดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ยุโรปอาจจะต้องเผชิญกับคลื่นอากาศร้อนและอุทกภัยถี่ขึ้นมากกว่าเดิมจนน้ำแข็งที่ปกคลุมตามยอดเขาแอลป์ของสวิสเซอร์แลนด์อาจจะละลายหายหมดเกลี้ยงลงถึง 3 ใน 4 ภายในปี พ.ศ.2593

         การศึกษาได้พบว่าอุณหภูมิของอากาศในยุโรปได้เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยในรอบ 100 ปีมานี้ขึ้นอีก 1.7 °F และยังอาจจะเพิ่มสูงขึ้นในรอบศตวรรษนี้เป็นระหว่าง 3.6-11.3 °F ซึ่งถือว่าสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังระบุว่าอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นของโลก อาจจะเป็นผลให้ยุโรปจะหมดสิ้นฤดูหนาวโดยสิ้นเชิงในราวปี พ.ศ.2603 เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะร้อนยิ่งขึ้น เกิดความแห้งแล้ง และปรากฏการณ์อย่างพายุลูกเห็บและฝนตกหนักก็จะเกิดขึ้นบ่อย

 ปัญหาภาวะโลกร้อนจะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศกึ่งร้อนในอนาคต

         สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ อ้างแถลงการณ์ของศูนย์พยากรณ์อากาศของเกาหลีใต้ว่า "ผลการศึกษาบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในประเทศ อาจขยายวงกว้างมากขึ้น ครอบคลุมกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศ และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2641-2643 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 68 แห่ง ทำให้กลายเป็นประเทศกึ่งร้อน" นอกจากนี้ศูนย์ฯยังได้ทำนายว่า "อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้นราว 4 °C ภายในระยะ 70 ปีข้างหน้านี้"

         คำว่า "ประเทศกึ่งร้อน" หมายถึง ประเทศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 10 °C เป็นเวลากว่า 8 เดือนใน 1 ปี และมีอุณหภูมิในเดือนที่หนาวเย็นที่สุด ต่ำกว่า 18 °C โดยเฉลี่ย
ภาวะโลกร้อน

 ธารน้ำแข็งขั้วโลกใต้บางลง หวั่นทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น
         คณะนักวิจัยนานาชาติรายงานในวารสารวิทยาศาสตร์ "ไซเอินซ์" ว่าธารน้ำแข็งบางแห่งทางทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้กำลังละลายเร็วกว่าที่หิมะจะตกลงแทนที่ได้ทัน และจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากการตรวจวัดธารน้ำแข็งที่ไหลลงทะเลอะมันด์เซ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ละลายเร็วกว่าปีก่อน ๆ และอาจแตกเป็นเสี่ยง ๆ นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำแข็งมากกว่าที่คาดไว้ นักวิจัยระบุว่าธารน้ำแข็งที่ทะเลอะมันด์เซ่นมีน้ำแข็งมากพอจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1.3 เมตร จากการตรวจวัดพบว่าปริมาณน้ำแข็งเกินระดับความสมดุลอยู่ร้อยละ 60 มากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นปีละ 0.2 มม. มากกว่า 10% ของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทั้งโลกประมาณ 1.8 มม./ปี

         นอกจากนี้ธารน้ำแข็งยังละลายเร็วขึ้น เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งที่ทำหน้าที่เหมือนจุกขวดช่วยชะลอการไหลของธารน้ำแข็งก็กำลังละลายเช่นกัน แม้ว่าแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้ไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นก็ตาม ก่อนหน้านี้คณะนักวิจัยนาซาและมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งสหรัฐฯรายงานว่าแผ่นน้ำแข็งลาร์ซัน บี ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งแตกออกเมื่อปี 2545 ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่ทะเลเวดเดลล์เร็วขึ้น

 ชาวโลก 634 ล้านคน เตรียมรับเคราะห์จากภัยระดับน้ำทะเลหนุนขึ้นสูง

         จากวารสารวิชาการ "สิ่งแวดล้อม" รายงานว่า" ผู้คนที่จะได้รับเคราะห์จะเป็นผู้ที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึง 33 ฟุต ซึ่งเป็นชนชาติต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 180 ชาติ ประมาณ 634 ล้านคน และมีเมืองใหญ่ของโลกมากถึง 2 ใน 3 ตกอยู่ในข่ายอันตรายนี้ด้วย เช่น โตเกียว นิวยอร์ก มุมไบ (อินเดีย) เซี่ยงไฮ้ จาการ์ตา (อินโดฯ) และตาการ์ (บังคลาเทศ) เป็นต้น"

         การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้ระบุบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งทะเล ซึ่งอาจได้รับอันตรายเนื่องจากเหตุโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้น

         รายงานนี้ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่อาจจะเกิดน้ำทะเลเอ่อท่วมดินแดนริมฝั่งแต่ละชาติไว้ แต่ได้กล่าวเตือนให้รู้ตัวว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องใช้เงินมหาศาล เพราะจะต้องย้ายผู้คนออกเป็นจำนวนมาก และสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่สามารถป้องกันได้

 หลายชาติในเอเชียเตรียมเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
         นายสตีฟ วิลเลียมส์ ผอ. บ. เอเนอร์จี้ โซลูชั่นส์ จก. ที่ปรึกษาด้านอุตฯ ขนาดใหญ่ แสดงความเป็นห่วงหลายชาติในเอเชียจะเผชิญปัญหาใหญ่จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนและพายุตามฤดูกาลที่รุนแรงขึ้น

         โดยนายสตีฟระบุว่าประชากร 1 ใน 10 ของภูมิภาคเอเชียที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงมากที่สุด แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีแผนปฏิบัติการรับมือกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และเชื่อว่าหลายชาติไม่มีงบประมาณเพียงพอในการก่อสร้างเขื่อนกันน้ำทะเลเหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้จากสถิติประชากรเอเชีย ประเทศจีนมีประชากรอาศัยในแถบพื้นที่ลุ่มริมชายฝั่งทะเลมากที่สุด โดยมีราว 143 ล้านคน รองลงมาคือ อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

 พรรณไม้จะขึ้นในทวีปน้ำแข็ง

         นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวในที่ประชุมนานาชาติว่า "ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทวีปแอนตาร์กติกบริเวณขั้วโลกใต้ได้เพิ่มทวีขึ้น และจะเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่าตัวภายในปี พ.ศ.2643 หรือเกือบ 100 ปีข้างหน้านี้ ทำให้ทวีปที่เป็นน้ำแข็งจะกลับไปมีสภาพเหมือนกับเมื่อ 40 ล้านปีที่แล้วอีกครั้งหนึ่ง โดยอากาศจะอุ่นขึ้น มีต้นไม้และพุ่มไม้เจริญเติบโตกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ อันเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่เป็นซากอินทรีย์โบราณ เช่น ถ่านหิน และน้ำมัน"

 นักวิทยาศาสตร์หลายชาติเดินทางสู่ขั้วโลก เพื่อศึกษาผลอากาศเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน

         เนื่องในปี 2550 ได้ถูกประกาศเป็น "ปีขั้วโลกนานาชาติ" จึงได้มีการรวบรวมโครงการวิจัย 228 โครงการ ที่จะติดตามสุขภาพบริเวณขั้วโลก และทำการวัดผลกระทบจากปรากฎการณ์โลกร้อน นับเป็นโครงการวิจัยนานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี โดยได้เริ่มอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 และจะสิ้นสุดในปี 2552 เพื่อทำการเก็บข้อมูลขั้วโลกแต่ละด้านได้เต็มฤดูกาลทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว สำหรับงบประมาณวิจัยมาจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ และกรรมาธิการวิทยาศาสตร์นานาชาติ ที่ได้ทุ่มงบประมาณถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 50,000 คน จาก 63 ชาติ ที่เข้าร่วมเดินทางไปศึกษาความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก ที่เกิดจากผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยใช้วิธีการศึกษาหลายแบบ ทั้งติดตามดูน้ำแข็งที่ถูกทำลาย ข้อมูลดาวเทียม และใช้เรือดำน้ำ การศึกษาดังกล่าวยังครอบคลุมถึงผลกระทบของรังสีแสงอาทิตย์ที่มีต่อบรรยากาศขั้วโลก ไปจนถึงชีวิตสัตว์ใต้น้ำที่อยู่ใต้มหาสมุทรน้ำแข็งแอนตาร์กติกอีกด้วย

 เอลนิโญทำให้ทะเลไทยมีน้ำเย็นลง และเกิดตะกอนขุ่น

         ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรฯ เปิดเผยว่าจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดหลายปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับทะเลโดยตรง คือ ปรากฎการณ์เอลนิโญ ซึ่งในเมืองไทยได้รับผลกระทบหลายครั้ง ที่ชัดเจนคือ 10 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลอันดามันเย็นลงในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน และเกิดน้ำร้อนในอ่าวไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน และปี 2550 นี้ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ น้ำทะเลอันดามันเย็นลง มาจากน้ำที่อยู่ในทะเลลึกเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ใกล้ฝั่ง ซึ่งน้ำนอกจากเย็นแล้ว ยังมีตะกอนขุ่นจากทะเลลึกมาด้วย ซึ่งแต่เดิมไม่เคยเข้ามาในเขตตื้น แต่มากับมวลน้ำเย็น ตะกอนนี้มีธาตุอาหารจำนวนมาก ทำให้แพลงก์ตอนที่อยู่ในเขตน้ำตื้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวที่ไปว่ายน้ำดำน้ำจะรู้สึกว่าน้ำเย็น ขุ่น และคันยิบ ๆ (นักท่องเที่ยวเริ่มย้ายจุดดำน้ำจากอันดามันใต้ไปเหนือ) เพราะแพลงก์ตอนบางตัวมีพิษ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต คงทำให้คันเท่านั้น นอกจากนี้แพลงก์ตอนยังทำให้มีสัตว์น้ำขนาดใหญ่และสัตว์น้ำแปลก ๆ ตามเข้ามา เช่น กระเบนราหู เป็นต้น
ภาวะโลกร้อน

ผลกระทบต่อประเทศไทย
 ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง
         นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90 เซนติเมตร ในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆ หลายประการ

         สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา

         ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไปเป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล

         ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาของพรรณไม้ลดลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้พืชตาย แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดย ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น

         ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ 34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย

 ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

         อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น

         รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

         ระบบนิเวศทางทะเล ก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน

 ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ

         การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย

         สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว

         นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป
ภาวะโลกร้อน

 เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง

         จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ

         ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ ภาวะภัยแล้ง เช่น ในช่วงกลางปี พ.ศ 2533 ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ่ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง

 ผลกระทบด้านสุขภาพ
         อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น

         โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน

         แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา

 ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

         ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

         นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น

         การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น การช่วยเหลือชาวนา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก เป็นต้น

 การป้องกันภาวะโลกร้อน

 พิธีสารเกียวโต

         อันที่จริงทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว นั่นก็คือ "พิธีสารเกียวโต" (Kyoto Protocal to the United Nations Framework Convention on Climate Change) เป็นมาตรการทางกฎหมายร่วมกันของนานาประเทศ ที่มีเป้าหมายทางกฎหมายเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) โดยมีการประกาศในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติเมื่อปี 2535 และผ่านความเห็นชอบในปี 2540 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยเปิดให้แต่ละชาติลงนามสัตยาบันระหว่างวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2541 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2542

         ข้อตกลงในพิธีสารฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ซึ่งชาติใดก็ตามที่ให้สัตยาบันในพิธีสารนี้ จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ โอโซน มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ ภายในปี 2551-2555 ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลงประมาณ 5.2% ของระดับที่ปล่อยออกมาในปี 2533 แต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ โลกก็จะมีอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งที่ขั้วโลกก็จะละลายหายไปเรื่อย ๆ ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ๆ เชื่อไหมว่าหากน้ำทะเลสูงขึ้นอีกราว 1 เมตร ก็จะเกิดน้ำท่วมตามแผ่นดินมากมาย แถมยังก่อให้เกิดปรากฎการณ์เอล นิโน และลา นิโน รวมถึงภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า เป็นต้น

         ตอนแรกพิธีสารนี้ดูจะไม่สำเร็จ เพราะรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 17% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ยังไม่ยอมให้สัตยาบัน แต่เมื่อรัสเซียลงนามให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ทั่วโลกต่างก็เริ่มมองเห็นความสำเร็จ โดยมีทั้งหมด 127 ประเทศ ที่ร่วมลงนามให้สัตยาบัน ส่วนประเทศที่ยังคงไม่ยอมร่วมลงนามสัตยาบัน ก็คือ 2 ชาติอุตสาหกรรมยักษ์อย่างอเมริกาและออสเตรเลีย โดยเฉพาะอเมริกาที่เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก แถมอเมริกายังถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตในปี 2544 โดยอ้างเหตุผลว่าสนธิสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อประเทศอุตสาหกรรม เพราะมีต้นทุนมหาศาลในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของอเมริกาอย่างสูง

         ต่อมาในวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2548 ได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 38 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว งานนี้นอกจากสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศแล้ว ยังมีชาติอื่น ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกอีก 14 ประเทศ รวมถึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา จีน และญี่ปุ่น

         ในการประชุมครั้งนี้มีด้วยกันหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติก็คือ 6 ชาติยักษ์ใหญ่ที่ประกอบด้วยอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย ได้ร่วมกันจัดตั้ง "หุ้นส่วนด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเทคโนโลยีแบบพลังงานสะอาดในเอเชีย-แปซิฟิก" โดยอ้างว่ามีเป้ามายเพื่อ "ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี" ที่สามารกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

         การแอบทำข้อตกลงฉบับนี้ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบกับ "พิธีสารเกียวโต"ที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลประโยชน์จากข้อตกลงนั้น ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของอเมริกา และอุตสาหกรรมผลิตเชื้อเพลิงในออสเตรเลีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นผู้ปล่อยมลพิษ (รายใหญ่) สู่อากาศ

         ข้อตกลงของ 6 ชาตินี้ นายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลียในสมัยนั้น ได้ชี้แจงอย่างเลิศหรูว่าจะมีประสิทธิภาพกว่าพิธีสารเกียวโต ส่วนนายอเล็กซ์ซานเดอร์ ดาวเนอร์ รมต.ต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าสัญญานี้ไม่ได้ลดความสำคัญของพิธีสารเกียวโต แต่จะช่วยเติมเต็มพิธีสารเกียวโตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีแบบพลังงานสะอาดจะเป็นวิธีแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด

         ทางสหภาพยุโรปหรืออียูให้ความเห็นว่าสนธิสัญญาที่ 6 ชาติตกลงกันนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด และไม่สามารถแทนที่พิธีสารเกียวโตได้ เพราะข้อตกลงนี้ตั้งกันขึ้นมาโดยไม่มีผลผูกมัด ไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ไม่ระบุมาตรฐานในการบังคับใช้ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แน่นอน คงมุ่งเน้นเพียงการใช้พลังงานที่สะอาดและเป็นเพียงข้อตกลงเชิงการค้าเท่านั้น

         สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางกลุ่มไม่มั่นใจว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ในข้อตกลงดังกล่าว บ้างระบุว่าเป็นความพยายามของอเมริกาและออสเตรลียที่ต้องการทำลายพิธีสารเกียวโต โดยบิดเบือนเป้าหมายหลัก คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

         ส่วนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างรุมประณามข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเห็นแก่ตัวและจะไม่ได้ผลอะไร รวมทั้งเชื่อว่าอเมริกาและออเตรเลียร่วมกันพยายามจัดตั้งสนธิสัญญานี้ขึ้นมาเพื่อลบล้างความล้มเหลวในการร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต
ลดโลกร้อน

เราจะมีส่วนช่วยคลายภาวะโลกร้อนได้อย่างไร?

         รายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (Intergovernment Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คน จากกว่า 30 ประเทศ และใช้เวลาในการวิจัยถึง 6 ปี ระบุไว้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 90% ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และมนุษย์ถือได้ว่าเป็นตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อนในครั้งนี้

         กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำคู่มือ 80 วิธีหยุดโลกร้อนขึ้นมา เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไป เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2550 ไว้ดังนี้

 ประชาชนทั่วไป

          ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี

          ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง

          เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก

          เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

          ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%

          ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์